ประชาสัมพันธ์
loading...

10 อันดับแห่งการค้นพบโดยอุบัติเหตุ


10 อันดับแห่งการค้นพบโดยอุบัติเหตุ


Saccharin (ขัณฑสกร)
อันดับ  10  Saccharin (ขัณฑสกร)
เชื่อ หรือไม่ว่าสาร ให้ความหวานที่หวานกว่าน้ำตาล 550 เท่านี้ ถือกำเนิดมาเพราะนักเคมีนาม Constantin Fahlberg ไม่ได้ล้างมือหลังจากกลับถึงบ้าน! ในปี ค.ศ. 1879 Fahlberg กำลังขมักเขม้นกับการหาวิธีใช้งานน้ำมันถ่านหินอยู่ หลังจากเลิกงาน เขาก็ต้องประหลาดใจ เมื่อเขากลับถึงบ้าน คว้าขนมปังมากิน ปรากฎว่า มันหวานกว่าปรกติ หลังจากถามศรีภรรยาว่าเธอได้ใส่น้ำตาลเพิ่มไปหรือเปล่า ภรรยาเธอก็ปฎิเสธ แล้วก็บอกว่า รสชาติก็ปรกติดีนิ Fahlberg จึงถึงบางอ้อว่า รสหวานมันต้องมาจากมือ (ที่ยังไม่ได้ล้าง) ของเขาแน่ๆ วันรุ่งขึ้น เขากลับไปที่ห้องแล็ป และชิมงานทุกอย่างของเขา จนกระทั่งเจอจุดที่มีรสหวาน
 
 
 



Smart Dust



อันดับ  9  Smart Dust
คนส่วนมากมักจะอารมณ์เสีย ถ้าจู่ๆการบ้านของเขาระเบิดใส่หน้าและแตกเป็นชิ้นๆลงบนพื้น แต่ ไม่ใช่นักศึกษา นาม Jamie Link เพราะในขณะที่ Link กำลังทำการทดลองในงานวิจัยของเธอในมหาวิทยาลัย University of California อยู่นั้น ปรากฎว่า ชิพซิลิกอนที่เธอกำลังศึกษาอยู่ เกิดระเบิดแตกออกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย แต่หลังจากนั้น เธอก็ได้พบว่า ชิ้นส่วนเล็กๆเหล่านี้ ยังสามารถทำงานเป็นเครื่องตรวจจับได้อยู่ ในที่สุดแล้ว "smart dust" นี่เอง ที่ทำให้เธอได้รางวัลสูงสุดในงาน Collegiate Inventors Competition เมื่อปี 2003 ไปครอง ชิ้น ส่วนเล็กๆเหล่านี้สามารถเอาไปใช้หาความบริสุทธิ์ของน้ำดื่ม, หาสารเคมีที่เป็นอันตรายในอากาศ แม้กระทั่ง ระบุตำแหน่งเซลล์มะเร็งในร่างกายมนุษย์ได้ด้วย
 
 




Coke
อันดับ  8  Coke
การบังเอิญ คิดค้นอาหารต่างๆนั้นมี มากมายเหลือเกิน เช่น มันฝรั่งแผ่นที่เกิดเพราะพ่อครัวนาม George Crum รำคาญลูกค้าที่บ่นว่า french fries ที่เขาทำมันอมน้ำมันเหลือเกิน หรือไอติมแท่งที่เกิดเพราะนาย Frank Epperson ลืมน้ำหวานไว้นอกบ้านในคืนที่อากาศหนาว แต่ไม่มีการบังเอิญใดที่จะประสบความสำเร็จเท่ากับโค้กอีกแล้ว เพราะ เภสัชกรในแอตแลนต้าที่ชื่อ John Pemberton พยายามที่จะคิดสูตรยาสำหรับแก้ปวดหัว เขาใช้ส่วนผสมหลายอย่าง -ที่เป็นความลับจนทุกวันนี้- จนเกิดเป็นโค้กขึ้นมา กว่าโค้กจะเป็นที่นียมได้ ก็ต้องใช้เวลาถึง 8 ปีในร้านขายยาของเขา หลังจากนั้น ถึงจะได้เอาน้ำดำมาใส่ขวดขายจนทุกวันนี้
 
 
 
 



Teflon
อันดับ  7  Teflon
ใน ปัจจุบัน สาร CFC (chlorofluorocarbon) ได้ถูกระงับไม่ให้ใช้แล้ว เนื่องจากการทำลายชั้นโอโซนของมัน แต่ย้อนกลับไปในช่วงปี 1930 สารนี้แหละ ที่ทำให้ตู้เย็นพัฒนาขึ้นมาได้อย่างรวดเร็ว ช่วงนั้นเอง นักเคมีหนุ่มของ บ.DuPont ที่ชื่อ Roy Plunkett ก็กำลังคิดค้นสาร CFC ชนิดใหม่อยู่เหมือนกัน เขาคิดเอาไว้ว่า ถ้าเขาสามารถนำส่วนผสมที่เรียกว่า TFE ไปทำปฏิกริยากับกรดไฮโดรคลอริคได้ เขาควรจะได้สารทำความเย็นชนิดใหม่ขึ้นมา เมื่อเริ่มทดลอง เขาก็เอาก๊าซ TFE มาแช่เย็นและอัดใส่ในกระป๋อง เพื่อที่จะเอาไว้ใช้ในตอนหลัง หลังจากทำโน่นทำนี่แล้ว ถึงเวลาเปิดกระป๋องเพื่อที่จะเอากรดใส่ลงไป ปรากฎว่า ไม่มีอะไรอยู่ในกระป๋อง... ก๊าซหายไปหมดแล้ว ด้วยความโมโห เขาเลยเปิดฝากระป๋องออก แล้วเขย่าๆๆๆ ปรากฎว่า มีผลึกสีขาวๆร่วงออกมาจากกระป๋อง หลังจากนั้น ก็เป็นโชคดีของแม่บ้านทั้งหลาย เพราะเขาเกิดสงสัยไอ้ผลึกขาวๆเหล่านั้น และส่งไปให้นักวิทยาศาสตร์คนอื่นใน บ. ดูต่อไป
 
 
 
 



Vulcanized Rubber (ยางวัลกาไนส์)
อันดับ  6  Vulcanized Rubber (ยางวัลกาไนส์)
Charles Goodyear ต้องรอเป็นปีๆ ถึงจะเจออุบัติเหตุที่ทำให้เขานอนตายตาหลับได้ Goodyear ใช้เวลาหลายสิบปีในการหาวิธีต่างๆที่จะทำให้ยางมีประสิทธิภาพดีขึ้นในขณะ เดียวกันก็ต้องทนความร้อนและความเย็นด้วย..แต่เขาก็หาไม่เจอสักที จน วันนึง เขาทำส่วนผสมของ ยาง, ซัลเฟอร์ และตะกั่ว หกใส่เตาร้อนๆ ความร้อนเผาส่วนผสมทุกอย่าง แต่ก็ไม่ได้ทำลายส่วนผสมนั้น เมื่อ Goodyear หยิบส่วนผสมขึ้นมาดู ปรากฎว่า มันแข็งขึ้น และยังสามารถใช้งานได้อยู่ ในที่สุด... เขาก็เจอการก้าวกระโดดที่เขาใฝ่ฝันถึง ส่วนยางที่เขาค้นพบนั้น ปัจจุบัน ก็อยู่ใน ยางรถยนต์, รองเท้า ยันลูกฮอกกี้น้ำแข็ง
 
 





Plastic
อันดับ  5  Plastic
ใน ปี 1907 ชแล็กถูกใช้เป็นฉนวนในวงจรอิเล็กทรอนิกส์ แถมไม่ใช่ของถูกๆซะด้วย เพราะมันได้มาจากแมลงชนิดหนึ่งในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และแน่นอน นาย Leo Hendrik Baekeland นักเคมีว่างงานก็เกิดไอเดียที่จะทำชแล็กสูตรใหม่ขึ้นมา และโกยกำไรให้กระเป๋าตุง แต่ทำไปทำมา การทดลองของเขาดันทำให้เกิดวัสดุที่ขึ้นรูปได้ และทนความร้อนโดยไม่เสียรูปทรงซะงั้น Baekeland ตั้งชื่อสารของเขาว่า "Bakelite" แล้วคิดที่จะใช้มันสำหรับเป็นแผ่นเสียง แต่ไม่นานหลังจากนั้น เราก็ค้นพบว่าไอ้สารนี่ มันทำอะไรได้เป็นพันๆอย่างเลยทีเดียว ตั้งกะโทรศัพท์ ยันหน้ากากผี
 


 
 


Radioactivity (กัมมันตภาพรังสี)
อันดับ  4  Radioactivity (กัมมันตภาพรังสี)
มี อยู่ สองคำที่คุณคงไม่ค่อยอยากได้ยินมันอยู่ในประโยคเดียวกันสักเท่าไหร่คือ "อุ๊ย.." กับ "สารกัมมันตรังสี" แต่สำหรับนักฟิสิกส์ นาม Henri Becquerel แล้ว อุบัติเหตุนี่แหละที่ทำให้เขาค้นพบกัมมันตภาพรังสี ย้อนกลับไปในปี 1896 Becquerel ได้มีความสนใจกับของอยู่ 2 สิ่ง นั่นคือ สารฟลูออเรสเซนส์ในธรรมชาติ กับ การ X-rey แบบใหม่ เขาได้ทำการทดลองเพื่อที่ จะหารังสี X โดยจะนำเอาก้อนแร่ฟลูออเรสเซนส์ไปไว้กลางแดด แต่ ปัญหาอย่างหนึ่งที่เขาเจอคือ เขาทำการทดลองในหน้าหนาว แล้วกว่าท้องฟ้าจะเปิด ก็ปาเข้าไปเป็นอาทิตย์ ดังนั้น เขาเลยทิ้งอุปกรณ์กองๆไว้ในลิ้นชัก แล้วรอให้ถึงวันที่แดดออก เมื่อ เขากลับมาทำงาน Becquerel สังเกตเห็นว่า ก้อนแร่ยูเรเนียมที่เขาทิ้งไว้ในลิ้นชัก ได้ประทับรอยไว้กับแผ่นบันทึกภาพ โดยที่ยังไม่ได้ถูกกับแสงเลย ดังนั้น เขาจึงคิดว่า ไอ้ก้อนหินนี่ มันต้องมีอะไรพิเศษแน่ๆ เมื่อเขาได้ทำการวิจัยร่วมกับ มารี และ ปีแอร์ คูรี เขาก็สรุปได้ว่า ไอ้สิ่งนั้นมันคือ กัมมันตภาพรังสีนี่เอง
 
 



Mauve (สีย้อมผ้า)
อันดับ  3  Mauve (สีย้อมผ้า)
ถ้าพูดถึงความเกี่ยวข้องที่มันแปลกๆแล้ว ลองมาดูนี่หน่อย นัก เคมีอายุ 18 ชื่อ William Perkin ที่ต้องการจะรักษาโรคมาลาเรีย - แต่การค้นพบของเขาจะเป็นการปฏิวัติวงการแฟชั่นทั่วโลกอย่างสิ้นเชิง ...อ้อ แล้วก็ช่วยสู้กับมะเร็งด้วย อย่าเพิ่งงง ลองดูนี่ก่อน ใน ปี 1856 Perkin ได้พยายามคิดค้นตัวยาควิกนิน แบบใหม่ขึ้นมา แต่แทนที่จะได้ยารักษาโรคมาลาเรีย การทดลองของเขาดันได้สารแหยะๆสีแปลกๆออกมา แต่พอเขาจ้องดูที่สารนั่น เขากลับมองเห็นความสวยงามของมันเรื่อยๆ ปรากฎว่า เขาเป็นบุคคลแรกที่คิดค้นสีย้อมผ้าสังเคราะห์ขึ้นมา สีที่เขาทำขึ้น ถ้าเทียบกับสีที่สกัดมาจากธรรมชาติแล้ว เรียกว่าทิ้งกันไม่เห็นฝุ่น ทั้งสีที่สดกว่า และยังไม่ตกเวลาซักด้วย นอกจากนี้ การค้นพบของเขาทำให้ วิชาเคมีนั้นกลายเป็นศาสตร์ทำเงิน ซึ่งดึงดูดผู้คนที่มีความคิดประหลาดๆเข้ามาในวงการอีกด้วย แต่ เรื่อง ราวของสีนี่ยังไม่จบ เพราะยังมีคนที่ถูกจุดประกายจากงานของ Perkin นั่นคือนักแบคทีเรียวิทยาชาวเยรมันที่ชื่อ Paul Ehrlich โดยเขาใช้สีย้อมผ้าของ Perkin ในการเบิกทางค้นคว้า ภูมิคุ้มกันวิทยา (immunology) และ เคมีบำบัด (chemotherapy)
 
 




Pacemaker (เครื่องกระตุ้นหัวใจ)
อันดับ  2  Pacemaker (เครื่องกระตุ้นหัวใจ)

อันดับเหล่านี้ จะไม่สมประกอบเลย ถ้าขาดสิ่งประดิษฐ์ที่เกิดจากนักวิทยาศาสตร์ที่ใจลอยเวลาทำงาน มัน คือเครื่องกระตุ้นหัวใจนี่เอง เป็นเครื่องมือทางการแพทย์ที่ช่วยชีวิตคนมานักต่อนักแล้ว และเครื่องกระตุ้นหัวใจที่ถูกยัดใส่ในหน้าอกผู้ป่วยหลายๆรายนี่เอง ที่เกิดขึ้นมาเพราะวิศวะกรชาวอเมริกาที่ชื่อ Wilson Greatbatch ควานหาของในกล่อง แล้วหยิบของขึ้นมาผิดชิ้น... ไม่ได้โม้ แต่เป็นเรื่องจริง Greatbatch กำลังสร้างวงจรที่จะช่วยบันทึกเสียงหัวใจที่เต้นเร็วๆอยู่ ปรากฎว่า เมื่อเขาล้วงไปในกล่องที่เก็บตัวต้านทานไว้ แทนที่จะหยิบตัวต้านทานขนาด 1เมกะโอห์มขึ้นมา เขาดันหยิบตัวต้านทานขนาด 10,000โอห์มขึ้นมาแทน ปราก ฎว่า วงจรที่เขาทำเสร็จ ได้ส่งคลื่นออกมาเป็นเวลา 1.8มิลลิวินาที แล้วหยุดไป 1 วินาที แล้วก็ส่งคลื่นออกมาใหม่ ซ้ำๆไปเรื่อยๆ จนเป็นเสียงที่ทุกๆคนคุ้นหูกันดี นั่นก็คือเสียงหัวใจเต้นนั่นเอง
 
 
 




Penicillin
อันดับ  1  Penicillin

Penicillin คุณๆท่านๆที่อ่านจนถึงนี่คงสงสัยอยู่ในใจว่า แล้วเพเนซิลินล่ะ หายไปไหน? แน่นอน สุดยอดแห่งการค้นพบโดยอุบัติเหตุ ที่รู้จักกันมากที่สุดในศัตวรรตที่ 20 คงเป็นอย่างอื่นไม่ได้นอกจากเพเนซิลินนี่แหละ ถ้าคุณอาศัยอยู่ในถ้ำตลอด 80 ปีที่ผ่านมา และไม่รู้จักเพเนซิลินนี่ล่ะก็ ข้างล่างนี่คือประวัติการค้นพบของมัน Alexander Fleming ลืมที่จะทำความสะอาดโต๊ะทำงานของเขา ก่อนที่จะไปพักร้อนในปี 1928 พอเขากลับมา เขาก็เจอกลุ่มราประหลาดอยู่บนเชื้อที่เขาเพาะไว้ แล้วยิ่งแปลกเข้าไปใหญ่ เพราะแบคทีเรียที่เขาเพาะไว้ ไม่เข้ามากล้ำกรายรอบๆเชื้อราเหล่านี้เลย จากนั้นมา เพเนซิลินก็กลายเป็นยาปฏิชีวนะตัวแรก และยังนิยมใช้กันเรื่อยมาจนถึงทุกวันนี้


 

ทายนิสัยจากสีร่ม

 
 
ช่วงนี้ฝนตกบ่อยเพราะมีพายุฤดูร้อนและหลังจากนี้ก็จะเริ่มเข้าสู่ช่วงฤดูฝนแล้ว ร่มจึงเป็นสิ่งสำคัญที่เราต้องพกติดตัวไว้เป็นประจำ

ลอง คิดเล่นๆ ดูว่าถ้าคุณและชายหนุ่มหวานใจกำลังเดินเล่นอยู่ดีๆ บังเอิญฝนเจ้ากรรมเป็นใจตกลงมาอย่างหนักและไม่มีทีท่าว่าจะหยุดซักที แต่คุณมีร่มเพียงคันเดียวและจำต้องเบียดแนบชิดอยู่ในร่มคันนั้น คุณคิดว่าจะใช้ร่มสีอะไรดี?

ถ้าเลือกร่มสีแดง แสดงว่าการที่คุณจะเลือกใครสักคนมาเป็นคนรัก คุณจะไม่เลือกเพียงเพราะว่าเค้ามีนิสัยใจคอตามที่คุณต้องการหรือเข้ากับคุณ ได้เท่านั้น แต่คุณยังคำนึงถึงรูปร่างหน้าตาอีกด้วยจะต้องหน้าตาดีอย่างที่คุณปรารถนา

เรื่อง รูปร่างก็สำคัญ คุณจะพิจารณาคนที่รูปร่างดี แข็งแรงเป็นพิเศษ เพราะสีแดงเป็นสีแห่งความร้อนแรง คุณยังให้ความสำคัญกับเรื่องบนเตียงด้วย ผู้ชายที่คุณชื่นชอบจะต้องตอบสนองความต้องการของคุณได้ดีเลิศ

ชอบร่มสีดำ สี ดำเป็นสีแห่งความหนักแน่น จริงจัง คุณจึงชอบชายหนุ่มที่จริงจังกับชีวิต ตั้งใจจริงกับสิ่งที่กระทำอยู่ไม่ว่าอะไรก็ตาม และผู้ชายคนนั้นจะต้องเข้มแข็ง กล้าหาญ เด็ดเดี่ยว กล้าพูดกล้าทำทุกสิ่ง สามารถปกป้องคุ้มครองคุณได้

ชอบร่มสีม่วง ชาย หนุ่มที่จะมาเป็นแฟนสาวร่มสีม่วงจะต้องสมบูรณ์เพียบพร้อมในทุกด้าน หน้าตาอาจจะไม่ต้องหล่อเหลาปานพระเอกหนัง แต่จะต้องเป็นคนมีรสนิยมดี แต่งตัวดีมีระดับ ประมาณว่าควงไปไหนไม่อายเค้า

แต่ คุณสมบัติที่คุณจะเลือกเป็นอันดับแรกก็คือ จะต้องมีฐานะดี หรือหากไม่ถึงกับร่ำรวยคาบช้อนเงินช้อนทองมาเกิด ก็ต้องพอมีพอใช้ไม่ขัดสน ส่วนผู้ชายประเภทจ๊นจนต้องอยู่ด้วยกันแบบกัดก้อนเกลือกิน...คุณไม่ชายตามอง หรอก..

ชอบร่มสีน้ำเงิน จะเป็นคนที่ปลื้มและคลั่งไคล้ผู้ชายที่เก่ง มีความรู้ ความสามารถสูง คุณชอบคนที่ทำอะไรก็ตามที่คุณไม่สามารถทำได้ รู้ในสิ่งที่คุณไม่รู้ เป็นที่ยอมรับของคนอื่น คุณจะรู้สึกว่าเค้าเป็นคนที่น่าสนใจ น่าค้นหามาก

ส่วน คุณสมบัติอื่นๆ เป็นเรื่องรอง คุณไม่สนใจว่าเค้าจะหล่อหรือไม่ เอาแค่ไปวัดไปวาได้ก็พอ คุณไม่สนใจว่าเค้าจะเป็นคนโรแมนติกหรือไม่ แค่ขอให้เค้าเก่งเป็นพอ


ชอบร่มสีเขียว แสดง ว่าคุณจะชอบผู้ชายที่มีลักษณะความเป็นผู้นำโดยเด่นกว่าคนอื่นๆ พูดจาเก่ง ดี มีหลักการ สามารถโน้มน้าวจิตใจผู้คนรอบข้างได้ แถมยังต้องเป็นคนมีจิตใจดี มีน้ำใจ พร้อมที่จะช่วยเหลือผู้อื่นในยามที่ได้รับการร้องขอ

นอก จากนี้ชายหนุ่มคนนั้นก็จะต้องมีมนุษยสัมพันธ์ดี เข้ากับคนอื่นได้ง่ายด้วย เพื่อทดแทนที่คุณเป็นคนที่เข้ากับคนอื่นยาก และขาดความมั่นใจในตัวเอง

ว่าแต่วันนี้...คุณจะหยิบร่มสีไหนติดมือไปดี...??

สยามดารา

6 ท่าโยคะ กระชับใบหน้า

6 ท่าโยคะ กระชับใบหน้า
 
 
       คงไม่มีใครยอมให้ร่องรอยมาเยือนใบหน้ากันง่ายๆ  เพราะความสวยความงามเป็นเรื่องที่ผู้หญิงเราใส่ใจอยู่มิใช่น้อย ดังนั้น ถ้าไม่อยากให้รอยตีนกาเรียกว่าพี่ ต้องหาทางป้องกันไว้ก่อนดีกว่า และสิ่งที่ทําได้ง่ายๆ ได้ทุกที่ ทุกเวลา แล้วก็ไม่ต้องใช้อุปกรณ์ใดๆ ก็คือ การทําโยคะใบหน้า ซึ่งเป็นการออกกําลังกายเฉพาะส่วนค่ะ
 
 

 

     ท่าที่ 1 ท่ากลางหน้าผาก
        ให้วางนิ้วชี้ไว้ที่โคนผมกลางหน้าผาก นิ้วนาง วางบนหว่างคิ้วตรึงผิวไว้ แล้วหายใจเข้า ตามองต่ำ เพื่อเลี่ยงการใช้กล้ามเนื้อรอบดวงตา ใช้นิ้วกลางกดน้ำหนักบนกล้ามเนื้อ ลูบจากบนลงล่างช้าๆ แล้วหายใจออก จากนั้นเลื่อนมือออกด้านข้าง เพื่อยืดกล้ามเนื้อซ้ายและขวา
 
    ท่าที่ 2 ท่ากล้ามเนื้อระหว่างคิ้ว
        ใช้นิ้วกลางหรือนิ้วชี้ วางที่หว่างคิ้ว และกดไล่ออกจนถึงกึ่งกลางคิ้ว
 
    ท่าที่ 3 ท่ากล้ามเนื้อจมูก
        ท่าแรกใช้นิ้วลูบสันจมูกจากบนลงล่าง ท่าสองใช้นิ้วลูบจากดั้งจมูกออกไปทางโหนกแก้ม
 
 

 

    ท่าที่ 4 ท่ากล้ามเนื้อรอบดวงตา
        ใช้นิ้วลูบรอบดวงตา ทั้งด้านบนและด้านล่าง
 
     ท่าที่ 5 ท่ากล้ามเนื้อรอบริมฝีปาก
        ใช้นิ้วมือซ้าย กดที่มุมปากด้านขวาเพื่อตรึงผิว ใช้มือขวากดและลูบออกไปใน 4 ทิศทาง ท่าละ 3-5 ครั้ง ได้แก่ เฉียงขึ้นบนไปทางไรผม ด้านข้างตรงไปถึงติ่งหู เฉียงลงทางขากรรไกร และลงมา ที่ปลายคาง โดยทําทั้ง 2 ข้าง
 
    ท่าที่ 6 ท่ากล้ามเนื้อคอ
        ใช้ 2 มือ กดบริเวณไหปลาร้า แล้วยืดลําคอขึ้นใน 3 ทิศทาง คือ ตรงเหมือนแหงนหน้าขึ้น ยืดซ้าย และยืดขวา
 
          หลังยืดกล้ามเนื้อ
          เข้าสู่การออกกําลังกล้ามเนื้อ เต็มที่ โดยย่นหน้าผาก หลับตาปี๋ ยิ้มให้กล้ามเนื้อที่แก้มทํางาน ปฏิบัติท่าละ 3 ครั้ง เมื่อเสร็จแล้วปิดท้ายด้วยการยืดกล้ามเนื้ออีกครั้ง
 
          ตัวช่วยขณะทําโยคะใบหน้า
          ควรนอนทําโยคะใบหน้าช่วงเช้า หรือก่อนนอน แล้วถ้าอยากช่วยให้ใบหน้าสวยเด้งอีกแรงหนึ่ง ก็ควรฝึกแสดงอารมณ์ทางสีหน้าที่ไม่ใช้กล้ามเนื้อมากเกินไป เช่น การยิ้ม ควรใช้กล้ามเนื้อ รอบริมฝีปาก และใช้กล้ามเนื้อแก้มออกแรงเล็กน้อยเพื่อยกมุมปากขึ้น อย่ายิ้ม นานเกินไป เพราะจะทําให้กล้ามเนื้อล้าเกิดริ้วรอยลามไปถึงรอบดวงตาได้ง่ายด้วยค่ะ
 

ที่มาจาก  Mother&Care

ออกกำลังกายตอนไหนถึงจะได้ประสิทธิภาพสูงสุด

ผลการวิจัย เกี่ยวกับระบบการหายใจ จังหวะการทำงานของร่างกาย อุณหภูมิของร่างกาย และระดับฮอร์โมน บอกไว้อย่างนึงว่า ให้ออกกำลังกายช่วง 6 โมงเย็น (18 นาฬิกา) ในขณะที่การสำรวจเก็บข้อมูลสำหรับ พฤติกรรมการออกกำลังกาย บอกอีกอย่างนึงว่า การออกกำลังกายในตอนเช้า จะช่วยในเรื่องอื่นๆได้ดีกว่า นอกจากไอ้ผลสองผลนี้แล้ว ก็ยังมีผลการนั่นการนี่ อีกนับสิบเรื่อง บอกว่าออกกำลังกายช่วงนี้ดี ช่วงนั้นไม่ดีอย่างไร ชักจะสับสนแล้วสิ ตกลงแล้วเราควรออกกำลงกายตอนไหนดี เอาละครับ มาดูกันดีกว่า ว่าแต่ละช่วงของวันนั้น มันดีหรือไม่ดีอย่างไร (ยาวหน่อย แต่มีประโยชน์ดีนะครับ)


ช่วงเช้า

ข้อดี:


    * การออกกำลังกายช่วงเช้า ทำให้คุณสามารถกำหนดเวลาที่จะออกกำลังกายได้ง่ายกว่าช่วงอื่น จะมีโอกาสที่ถูกขัดจังหวะจากสิ่งอื่นๆ ได้น้อย เทียบกับช่วงอื่น เช่น ถ้าคุณจะออกกำลังกายตอนบ่าย บางทีอาจจะมีเรื่องงาน หรือเรื่องอะไรซักอย่างในชีวิตประจำวัน ที่จำเป็นต้องไปทำตอนนั้นเข้ามาแทรกได้ง่ายกว่า หรือถ้าจะออกช่วงค่ำ โอกาสที่ตอนเย็นจะโดนเพื่อนร่วมงาน ชวนแกมบังคับให้ออกไปสังสรรค์ แล้วพลาดโอกาสในการออกกำลังกายในวันนั้นๆไป ก็มีได้มาก
    * การจัดสรรค์เวลาเพื่อออกกำลังกายในตอนเช้าก็ทำได้ง่าย เพียงแค่ปรับเวลาตื่นนอนให้เร็วขึ้นเท่านั้นเอง
    * การออกกำลังกายตอนเช้าจะช่วยเพิ่มอัตราการเต้นของหัวใจ และอัตราการเผาผลาญพลังงานในระหว่างวัน อันนี้มีผลการวิจัยออกมาแล้ว ว่าจะช่วยให้เผาผลาญพลังงานได้มากขึ้นด้วยเช่นกัน
    * ทำให้รู้สึกกระปรี้กระเปร่า หลังจากออกกำลังกายอย่างถูกต้องในตอนเช้าแล้ว ร่างกายจะตื่นตัวและกระปรี้กระเปร่าไปอีกหลายชั่วโมง อันเป็นผลจากการที่ร่างกายถูกกระตุ้น และการที่ระดับฮอร์โมนหลังการออกกำลังกาย มีการเปลี่ยนแปลง ต้องเน้นตรงการออกกำลังกายอย่างถูกต้องและเหมาะสมนิดนึงนะครับ เพราะบางคนออกกำลังกายมากไป หรือพักผ่อนไม่เพียงพอในช่วงเช้า อาจจะส่งผลกลับกันคือทำให้เพลียได้
    * ในช่วงเช้ามลพิษในอากาศนั้นยังมีน้อยอยู่ เทียบกับช่วงอื่นๆในระหว่างวัน เมื่อร่างกายออกกำลังกาย ต้องการอากาศอย่างมาก ทั้งในระหว่างการออกกำลังกาย และหลังกายออกกำลังกาย การที่สูบอากาศที่ดีกว่าเข้าไป ย่อมดีกว่าอากาศที่ปะปนมลพิษที่เพิ่มขึ้นแล้วในระหว่างวันหรือช่วงเย็น

ข้อเสีย:


    * ระดับอุณหภูมิในร่างกาย จะมีช่วงที่ต่ำที่สุดในช่วง 1-3 ชม. ก่อนที่เราจะตื่น อันมีผลทำให้ในตอนเช้าระดับพลังงานในร่างกายและกระแสเลือดจะมีค่าต่ำ การไหลเวียนของกระแสเลือดก็น้อยกว่าในช่วงอื่นด้วย
    * ความเย็นในช่วงเช้า อาจจะมีผลต่อการบาดเจ็บของกล้ามเนื้อระหว่างออกกำลังกายได้ ในจุดนี้ต้องอบอุ่นร่างกายให้พร้อมก่อน ก่อนที่จะเริ่มออกกำลังกายหนักในเวลาต่อมา แล้วก็ควรจะมีการยืดเส้น ทำการ stretching ก่อนออกกำลังกาย จะช่วยได้มาก
    * อันนี้เป็นปัญหาใหญ่ทางจิตใจเลยทีเดียว สำหรับคนที่ไม่ชอบตื่นเช้า ถ้าหากต้องทรมานมาตื่นเช้า เพื่อออกกำลังกายแล้ว แทนที่จะรู้สึกดี อาจจะยิ่งทำให้แย่ หรือยิ่งเบื่อการออกกำลังกาย
    * ระดับอุณหภูมิในร่างกาย และระดับฮอร์โมนในร่างกาย ช่วงบ่ายค่อนเย็น จะมีค่าสูงกว่า ซึ่งจะมีผลต่อการเผาผลาญพลังงาน ด้วยระดับการออกกำลังกายที่เท่ากัน แต่เล่นในช่วงบ่ายหรือเย็น จะเผาผลาญพลังงานได้มากกว่า

 
เที่ยงและช่วงพัก

ข้อดี:


    * ระดับอุณหภูมิของร่างกาย และระดับฮอร์โมน สูงกว่าในช่วงเช้า
    * จะช่วยในการควบคุมความรู้สึกต้องการอาหารในมื้อเที่ยงได้ นอกจากนี้ยังมีส่วนช่วยลดความต้องการ ในการกินอาหารจุบจิบช่วงพักได้ (อาจจะใช้ไม่ได้สำหรับทุกคน)
    * เพิ่มระดับการไหลเวียนของกระแสเลือดในร่างกาย ทำให้กระปรี้กระเปร่าในช่วงบ่าย (เช่นกับตอนเช้า เงื่อนไขคือต้องเป็นการออกกำลังกาย ที่ถูกต้องและพอดี ไม่เช่นนั้นอาจจะให้ผลตรงกันข้าม)
    * ผ่อนคลายความเครียด จากการทำงาน การเรียน หรือการทำงานบ้าน

ข้อเสีย:


    * ด้วยเวลาที่จำกัดในช่วงเที่ยง ก็จะไม่สามารถออกกำลังกายได้เต็มที่นัก
    * ภาระ กิจและความรับผิดชอบ หน้าที่อื่นๆ ในการทำงาน อาจจะทำให้สมาธิไม่อยู่กับการออกกำลังกายได้เต็มที่ จนอาจจะถึงกระทั่ง บางทีต้องยกเลิกคิวออกกำลังกาย ที่ตั้งใจไว้ เพราะติดงานเข้ามาแทรก
    * มีผลวิจัยค้นพบว่าในช่วงเที่ยงนั้น ระบบหายใจจะทำงานได้ไม่ดีเท่าช่วงอื่น สำหรับการออกกำลังกายด้วยการเดินนั้นอาจจะไม่รู้สึกแตกต่างอะไร แต่สำหรับการออกกำลังกายหนักๆ หรือผู้ที่มีปัญหาระบบทางเดินหายใจ จะมีผลต่างกันราว 15-20% เลยทีเดียว



บ่าย


ข้อดี:


    * มีผลการวิจัย ทดสอบออกมาว่า ช่วงเวลาบ่าย (สามโมงถึงทุ่ม) เป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุด สำหรับการออกกำลังกาย ทั้งแบบเพิ่มความอดทน (endurance) และการเสริมสร้างความแข็งแกร่งของกล้ามเนื้อ)
    * คนส่วนใหญ่จะมีอุณหภูมิในร่างกาย และระดับฮอร์โมนสูงสุดที่เวลาประมาณ หกโมงเย็น การออกกำลังกายในช่วง 3 ชม. ก่อนหรือหน้าช่วงนั้น เป็นช่วงที่ดีที่สุด
    * มีผลการวิจัยระบุว่าระบบการหายใจจะทำงานได้ดีที่สุดในช่วง สี่ถึงห้าโมงเย็น
    * กล้ามเนื้อในช่วงนี้ของวัน จะอบอุ่นและยืดหยุ่น พร้อมกับการออกกำลังกายได้มากที่สุด
    * จะมีส่วนช่วยในการควบคุมความรู้สึกอยากอาหารในมื้อเย็นได้ดีขึ้น
    * ช่วยให้รู้สึกผ่อนคลาย คลายเครียดจากการทำงาน การเรียน หรือการทำงานบ้าน

ข้อเสีย:


    * บ่อยครั้งที่เรื่องหน้าที่การงานมักจะเข้ามาแทรก ทำให้หาเวลาในช่วงเย็นสำหรับออกกำลังกายได้ยาก และบ่อยครั้งที่แม้คุณจะตั้งใจไว้แล้วว่าในช่วงเย็นจะไปออกกำลังกาย แต่มีงานด่วน หรือมีนัดสำคัญ หรือเพื่อนๆ มาชวนไปสังสรรค์ในช่วงค่ำ จนทำให้ต้องไม่มีเวลาออกกำลังกายไปในที่สุด



ช่วงเย็นถึงค่ำ


ข้อดี:


    * คนส่วนใหญ่จะมีอุณหภูมิในร่างกาย และระดับฮอร์โมนสูงสุดที่เวลาประมาณ หกโมงเย็น การออกกำลังกายในช่วง 3 ชม. ก่อนหรือหน้าช่วงนั้น เป็นช่วงที่ดีที่สุด
    * กล้ามเนื้อจะอบอุ่นและยืดหยุ่น พร้อมกับการออกกำลังกาย
    * จะมีส่วนช่วยในการควบคุมความรู้สึก อยากอาหารในมื้อเย็นได้ดีขึ้น
    * ช่วยให้รู้สึกผ่อนคลาย คลายเครียด จากการทำงาน การเรียน หรือการทำงานบ้าน

ข้อเสีย:


    * ปัญหาแรกคือจะคล้ายกับช่วงบ่าย คือเรื่องเวลาอาจจะถูกรบกวน โดยงานที่ต้องทำยันเย็นยันมืด หรือนัดพิเศษที่คุณเลี่ยงมันไม่ได้ นั่นอาจจะทำให้เวลาที่สุดแสนจะน่าออกกำลังกาย สำหรับคุณต้องมลายหายไป
    * ควรต้องพักประมาณหนึ่งถึงสามชั่วโมง หลังจากการออกกำลังกาย ก่อนที่จะเข้านอน เพราะหากออกกำลังกายแล้วจะนอนทันที ร่างกายอาจจะยังรู้สึกตื่นตัว และส่งผลให้นอนไม่ค่อยหลับ หรือหลับไม่สนิท ซึ่งก็จะมีผลต่อการหลั่งฮอร์โมน เกี่ยวกับการเจริญเติบโตของร่างกาย
    * หากเป็นการออกกำลังกายประเภทนอกสถานที่ จะทำได้ลำบาก ... เพราะมันมืดแล้วนั่นเอง

แล้วเวลาไหนจะเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุด

อันดับแรกๆเลย ก็ต้องเป็นเวลาที่คุณสะดวกที่สุด จะเห็นว่าทุกๆช่วงเวลาในแต่ละวัน จะมีข้อดีข้อเสียแตกต่างกันไป นี่เป็นข้อดีข้อเสียทั่วๆ ไปเท่านั้น คุณๆแต่ละคนเอง ก็อาจจะมีข้อดีข้อเสียของตัวเอง ต่อช่วงเวลาต่างๆ ที่แตกต่างกันไปอีก ตามหน้าที่การงาน อาชีพ และชีวิตส่วนตัว ดังนั้นอันดับต้นๆ เลย เวลาที่ดีที่สุด ก็คือเวลาที่คุณสะดวก และพร้อมที่จะออกกำลังกาย

ต่อให้เวลาไหนดีเลิศยังไง แต่ถ้าหากหาเวลาไปเล่นช่วงนั้นไม่ได้ แล้วทำให้เราเสียโอกาสที่จะออกกำลังกายในวันนั้นไป มันจะมีประโยชน์อะไร เวลาที่ดีที่สุด คือเวลาที่เราได้ออกกำลังกาย ผู้เชี่ยวชาญและมีประสบกาณ์ทางการออกกำลังกายหลายต่อหลายคนล้วนยืนยันเหมือน กันสิ่งนึง ช่วงเวลาไม่มีผลสำคัญอะไร เท่ากับว่าคุณจะหาเวลาออกกำลังกายได้หรือไม่ นั่นต่างหากที่สำคัญที่สุด จะเวลาไหนก็เถอะครับ ขอให้ได้ออกกำลังกาย

ที่มา  

นี่แหละ!! คือ เหตุผลที่สาวๆ ชอบใช้ BlackBerry

ทุก วันเนี๊ยะ ไม่ว่าจะหันซ้าย-หันขวา หรือมองตะแคงไปทางไหน หลายคนคงชินตากับภาพผู้คนจ้องเขม็งไปที่หน้าจอโทรศัพท์รูปร่างป้อมๆ เกือบจะกลม พร้อมพิมพ์แป้นอย่างเมามันส์ ขณะที่สีหน้าท่าทางจะต่างกันไป บ้างยิ้มกรุ้มกริ่มประหนึ่งกำลัง flirt กับใครอยู่ บ้างหัวเราะคิกคักเฮฮาอยู่หน้าจอ หรือบางคนอาจหน้ามุ่ย ทำปากขมุบขมิบเหมือนกำลังคุยอยู่คนเดียวซะงั้น
       
       ถ้าเป็นแต่ก่อน ขอบอกได้คำเดียวอาการเหล่านั้น..บ้า! แต่เดี๋ยวนี้ม่ายช่ายค่ะ เพราะผู้คนในสังคมโลกต่างเข้าใจกันดีว่าอาการเหล่านี้ คือ อาการแสนธรรมดา ที่สาวกบีบี-แบล็คเบอร์รี่ (BB-Blackberry) เป็นกันทั้งโลก

 


 
 
       แม้จะรู้จักว่า แบล็คเบอรรี่ คือ ชื่อมือถือยี่ห้อหนึ่งที่กำลังได้รับความนิยม แต่หลายคนคงยังอดแปลกใจไม่ได้ ว่าแบล็คเบอร์รี่มีดีอะไร ทำไม๊..ทำไม คนทั่วโลกทั่วโลกถึงติดใจ ซื้อหาแบล็คเบอร์รี่ มาพกติดตัวกันนัก แต่งานนี้เราเจาะเฉพาะผู้หญิง โดยไปพูดคุยกับ คุณนิพนธ์ วิรยศิริ สื่อมวลชนจากโต๊ะข่าว Cyber BIZ แห่ง ASTV ผู้จัดการรายวัน
       
       ชายหนุ่มคนนี้เชี่ยวชาญเรื่องบีบีระดับตัวพ่อ พร้อมมาให้ข้อมูลแอ๊ปพลิเคชัน (application โปรแกรมประยุกต์) เด่นๆ ของแบล็คเบอร์รี่ ที่ตอบโจทย์ว่า ทำไมสาวๆ แห่กันใช้บีบีกันจัง
       
       “แบล็คเบอร์รี่ หรือ บีบี คือ มือถือสมาร์ทโฟน (smart phone) หรือโทรศัพท์มือถือที่ทำได้มากกว่าแค่โทรเข้า-โทรออก นั่นคือ สามารถถ่ายรูป เล่นเกม เชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ตได้ เป็นมือถือที่ทำอะไรมากเกือบเท่ากับคอมพิวเตอร์ แต่ยังไม่เท่าคอมพิวเตอร์”
       
       กูรูนิพนธ์ เกริ่นแนะนำให้เรารู้จักความหมายตรงตัวของเจ้าแบล็คเบอร์รี่ ส่วนคุณสมบัติโดดเด่นซึ่งน่าจะถูกใจ อันเหมาะกับไลฟ์สไตล์ของสาวๆ นั้น นักข่าวหนุ่มได้ช่วยเรา รวบรวมมาเป็นคุณสมบัติเด็ด 7 ประการโดนใจสาวๆ ดังนี้ค่ะ

 

 
      เหตุผลแรก: ตอบสนองต่อมเม้าท์แตก ตะลุยแชทก๊วนบีบี เอ็ม

 
 
(ซ้าย)การแชทผ่าน บีบี เอ็ม (ขวา)การเล่นเฟสบุ๊กบนหน้าจอแบล็คเบอร์รี่
 
 
       “เพราะผู้หญิงจะชอบคุย ชอบแชท (chat) เรื่องโน่นนี่ในกลุ่มตัวเอง ซึ่งบีบี สามารถตอบความต้องการตรงนี้ได้ครบ”
       
       นิพนธ์บอกถึงคุณสมบัติข้อแรกของแบล็คเบอร์รี่ ที่น่าจะถูกใจสาวนักแชทเป็นที่สุด พร้อมให้เหตุผลต่อว่า
       
       “คือต้องบอกว่า ลำพังแค่เป็นสมาร์ทโฟน ที่เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตได้ เราก็สามารถคุยผ่าน เอ็มเอสเอ็น (MSN- โปรแกรมสนทนาบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ต) ได้แล้ว แต่แบล็คเบอร์รี่ จะมีช่องทางการแชทที่เพิ่มขึ้นมาอีกทางบีบี เอ็ม หรือ แบล็คเบอร์รี่ แมสเซส (Blackberry Message) ที่จะต้องมีการแลกพิน (Pin) หรือรหัสเครื่อง ในหมู่ผู้ที่เล่นแบล็คเบอร์รี่เหมือนกัน จึงจะสามารถแชทกันได้ จึงทำให้ค่อนข้างมีความเป็นส่วนตัวมากขึ้น อย่างบางคนอยากคุยเฉพาะเพื่อนที่ใช้แบล็คเบอร์รี่ด้วยกัน ก็จะชอบแชทผ่านบีบี เอ็ม” 

 
      เหตุผลสอง: ไม่ต้องเหงาอีกต่อไป Social network คือ โลกของ she ตลอด 24 ชม.!


  
 
 
       คุณสมบัติ ของแบล็คเบอร์รี่นั้น ที่เอาไว้ท่องโลกไซเบอร์นั้น เรียกได้ว่ามีครบถ้วนค่ะ ทั้งแชท, ส่งไฟล์ภาพ-เสียง ไปถึงก๊วนบีบีด้วยกัน การรับ-ส่งอีเมล์ ไปจนถึงการ log in เข้าอัพเดทสังคมออนไลน์อย่าง เฟสบุ๊ก(Facebook) ทวิตเตอร์(Twitter) มายสเปซ(My space) ฯลฯ ได้ทุกเวลา
       
       คุณสมบัติข้อนี้จึงทำให้เป็นที่ถูกใจสาวขี้เหงานัก เพราะเชื่อมต่อ แชทติดได้ตลอดเวลา ไม่ต้องกลัวเหงา ไม่ต้องหวั่นเพื่อนลืมหน้า ไปกินข้าว ไปดูหนัง ถ่ายรูปปั๊บก็อัพเดทอวดเพื่อน บนโซเชียล เน็ตเวิร์คได้ 24 ชั่วโมง

 
        เหตุผลสาม: ตามเช็กได้ว่า “แฟน” ไปลั้นลาอยู่ที่ไหน!?

 
 
(ซ้าย)การรายงานสถานะบนเฟสบุ๊ก (ขวา)การรายงานตำแหน่งบนแผนที่กูเกิล
 
 
       ก็มีแฟนทั้งที ก็ต้องอยากดูแลกันเป็นเรื่องธรรมดา หลายคนที่ใช้แอ๊ปพลิเคชันนี่อาจเถียงว่าไม่ได้ขี้หึงนะคะ แค่... เมื่อเขาห่างไกลก็อยากรู้ว่าอยู่ที่ไหน อยู่สถานที่อโคจรใดหรือไม่ ก็มันห่วงใยนี่นา!
       
       สำหรับคุณสมบัตินี้เป็นเรื่องของการตัวแผนที่ของกูเกิล (Google) ระบุละติจูด หรือตำแหน่งที่เราอยู่ค่ะ วิธีการใช้ ก็คือ เมื่อเราลงทะเบียนไว้ว่าจะเข้าร่วมแบ่งปันละติจูดนี้ เมื่อมีเพื่อน (ในที่นี่คือ เพื่อนที่เรามีอีเมล์ แอดเดรส) ซึ่งเล่นโปรแกรมนี้เหมือนกัน เข้ามา sign in ไว้ เราก็จะสามารถตรวจสอบได้ว่า ณ เวลานั้นๆ เพื่อนของเราอยู่ ณ ที่แห่งใด
       
       กูรูนิพนธ์ ระบุถึงรายละเอียดเรื่องนี้เพิ่มเติมว่า
       
       “มันก็อาจจะเป็นแอ๊ปฯที่ใช้จับผิดแฟนก็ได้ ซึ่งลูกเล่นตัวนี้ ไม่ได้จำกัดอยู่แค่แบล็คเบอร์รี่ ใครที่ใช้สมาร์ทโฟนที่เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตก็มีได้ แต่เท่าที่ทราบ ผู้หญิงที่ใช้แบล็คเบอร์รี่ ก็จะใช้โปรแกรมนี้กันเยอะ โดยอาจจะให้แฟนใช้และสมัครตรงนี้ด้วย แฟนไปไหนจะได้รู้กันตลอดเวลา
       
       หรือแม้แต่บางบริษัทก็มีการนำความสามารถนี้มาใช้ประโยชน์ในการทำงาน เช่น การให้พนักงานขายที่ออกไปพบลูกค้า sign in เข้าไปแสดงตำแหน่ง เพื่อให้หัวหน้างานที่บริษัทรู้ว่า ณ เวลานั้น พนักงานขายอยู่ที่ตำแหน่งไหนแล้ว เป็นต้น”

 
        เหตุผลที่สี่: โดนใจสาวนักช้อป สำรวจรู้ห้างฯไหน จัดโปรโมชั่นกระหน่ำเซลล์

 
  
 
 
       สำหรับ ฟังก์ชัน (function) นี้เป็นอีกคุณสมบัติ ที่แบล็คเบอร์รี่มีเหมือนสมาร์ทโฟนทั่วไป ซึ่งผู้เชี่ยวชาญด้านคุณสมบัติของแบล็คเบอร์รี่ของเราให้ข้อมูลว่า กำลังได้รับความนิยมเชียวค่ะ
       
       “แอ๊ปฯนี้มันเกิดจากเมื่อมีฟังก์ชันที่ใช้ระบุตำแหน่งได้ว่าเราอยู่ตรงไหน ทีนี้มันก็พัฒนาขึ้นมาว่า สมมุติเราอยู่ตรงนี้ เราสามารถค้นหาสถานที่รอบข้างเราว่ามีอะไรบ้าง มีแหล่งช้อปปิ้งอะไรบ้าง ส่วนใหญ่แอ๊ปฯ เหล่านี้จะให้ไปดาวน์โหลดมาจากเว็บไซต์ต่างๆ ซึ่งปัจจุบันจะมีการพัฒนาใช้กับทั้งแบล็คเบอร์รี่ และไอโฟน (Iphone) ซึ่งอันนี้เป็นอีกคุณสมบัติหนึ่ง ที่ผู้หญิงที่ใช้แบล็คเบอร์รี่ปัจจุบันค่อนข้างสนใจ
       
       การทำงานก็คือ สมมุติว่าเราใช้มือถือออนไลน์อยู่ในจุดๆ หนึ่ง อย่างเช่น ห้างสรรพสินค้าย่านราชประสงค์ ตัวแอฟพลิเคชั่นนี้จะระบุตำแหน่งว่า รอบๆ เรามีร้านค้าอะไรที่ลดราคาบ้าง"

 
        เหตุผลที่ห้า: แฟชั่นห้อยบีบี ตกแต่งเก๋ไก๋ กลายเป็นเครื่องประดับสาวล้ำ

 

 
       แม้ ตัวรูปทรงตัวบีบี อาจป้อมๆ กลมๆ ไปนิด แต่รูปทรงนี้ดันถูกใจผู้หญิงเราซะจนเป็นที่มาของแฟชั่นการเอาแบล็คเบอร์รี่ มาห้อยคอ ที่กำลังระบาดไปทั่วเมือง ก็ผู้หญิงเรากับเรื่องแฟชั่น มันขาดกันไม่ได้อยู่แล้ว ไหนๆ แต่ละวันก็ต้องพกพามือถือติดตัวจนกลายเป็นอวัยวะที่ 33 อยู่แล้ว ก็เอามาพกให้เก๋ไก๋ สวยงามเป็นแอสเซสเซอร์รี่ (accessory) อีกอย่างไปซะเลย
       
       ที่สำคัญ เครื่องประดับปรับโฉมแบล็คเบอร์รี่สมัยนี้ ก็มิใช่ไก่กาตกแต่งกันนิดๆ หน่อยๆ นะคะ เพราะทุกวันนี้ที่วางขายกัน มีตั้งแต่ปลอกตัวเครื่อง (ฺbody) ที่เปลี่ยนลวดลายสีสันได้หลากหลาย ซองกันรอยขีดข่วนสีสันเจ็บจี๊ดที่มองเห็นเด่นมาแต่ไกล ไปจนถึงสายสำหรับห้อยคอทั้งที่มีทั้งแบบมีวางขายทั่วไปตามท้องตลาด จนถึงสายห้อยระดับแบรนด์เนมหรูเลยทีเดียว

 
        เหตุผลสุดท้าย: ค้าขายกับเพื่อนในกลุ่ม อะฮ้า หาเงินได้อีกแน่ะ

 
 

 
       "เจมีเปิดเว็บไซต์มา 2-3 เดือน ขายไม่ได้เลย แต่เปิดโชว์รูมบนบีบี 15 วัน ขายได้แล้ว 5,000-6,000 บาท"
       
       ดาราสาวเจมี บูเฮอร์ เคยให้สัมภาษณ์กับทีมข่าว Cyber BIZ ของเราเมื่อ 2 เดือนก่อน
       
       “วิธีการของเจมีคือ การสร้างห้อง "Lavivia Shop" ขึ้นมาโดยแบ่งห้องย่อยไว้ภายใน ลักษณะเดียวกับการแบ่งเมนูในหน้าเว็บไซต์ ได้แก่ ห้องสินค้า, ห้อง Contact Us, ห้อง Chat, ห้องปฏิทินงาน เป็นต้น ชาวบีบีที่เคยซื้อครีมลาวีเวียไปจำนวนไม่น้อยสมัครเข้ากลุ่มเพื่อติดตามสาระ และความเคลื่อนไหวของดาราและเพื่อนที่ใช้ลาวีเวียด้วยกัน ขณะที่ผู้สนใจอยากทำความรู้จักลาวีเวียก็ได้รับการแนะนำให้มากสมัครเข้า กลุ่มเพื่อรับข่าวสารคำแนะนำแบบทันใจ”
       
       เรื่องนี้ใช้กับแบล็คเบอร์รี่โดยตรงเลยค่ะ วิธีการ คือ จะใช้การสร้างกลุ่มคนขึ้นมาในบีบี คือรวมคนให้เข้ามาอยู่ในกลุ่มนี้ แล้วหากมีสินค้าอะไรจะเสนอขายก็พูดคุยกันผ่านในกลุ่ม สั่งสินค้ากันโดยตรงจากตรงนี้ ว่าตอนนี้เรามีอะไรขาย นอกจากนี้ยังมีการส่งข้อมูลต่อไปเรื่อยๆ ในกลุ่ม เป็นลักษณะคล้ายจดหมายเวียน คือ ในจดหมายมีภาพ มีรายละเอียดสินค้า แล้วเพื่อนในกลุ่ม ก็จะส่งต่อกันไปอีก
       
       “แต่สำหรับบีบี การซื้อขายของทำได้ตลอดเวลา ตี 3 ตี 4 ก็ทำได้ และเป็นการขายที่เริ่มจากเป็นเพื่อน ความสะดวกใจในการซื้อจะมีมาก เพื่อนแนะนำมาจะซื้อง่าย จากนั้นมันจะกระจายเป็นเครือข่าย เพราะเพื่อนจะแนะนำเพื่อนต่อไปอีกทอด เพื่อนสนใจก็ลองถามดูว่าเป็นตัวแทนขายไหม ถือว่าขายตรงเป็นขั้นๆ แต่ไม่รุนแรง ใช้ผลประโยชน์ในการดึงดูด มีบีบีเป็นหน้าร้าน ซึ่งไม่ใช่การขายตรงแบบลูกโซ่ เพราะความเป็นเพื่อนทำให้ตกลงง่าย การเก็บเงิน-จัดส่ง ก็เชื่อใจสูง ตรงนี้สำคัญมาก สุดท้ายก็จะวนมาโดยที่เราไม่ต้องโฆษณาเลย แต่ก็ต้องใช้เวลาหน่อย" นั่นคือข้อดีที่หุ้นส่วนของเจมี กล่าวไว้
       
       หันมาดูในมุมมองของกูรูนิพนธ์ต่อ เขาให้ความเห็นกับคุณสมบัตินี้ว่า
       
       “ผมมองว่าธุรกิจแบบนี้ มันได้ผลค่อนข้างดี เพราะเป็นการพูดจากคนที่รู้จัก ซึ่งมันย่อมดูน่าเชื่อถือกว่าการโฆษณาธรรมดา คือคนที่ใช้ บีบี เป็นกลุ่มๆ หนึ่ง ซึ่งแต่ละคนก็จะมีความน่าเชื่อถือในกลุ่มของเขา แต่เรื่องนี้มันก็ประยุกต์ได้หลายอย่าง ไม่จำเป็นต้องเป็นการขายของ เช่น ตอนช่วงการชุมนุมในกรุงเทพฯ ก็มีการใช้คุณสมบัติข้อนี้ในเรื่องการ ส่งต่อข่าวกันใหัช่วยบริจาคเลือด อย่างนี้ก็มี”
       
       อ่ะ คุณๆ เลือกสอยบีบีมาใช้ด้วยเหตุผลอันใดกันคะ ที่แน่ๆ ราคาถูกกว่าไอโฟน ขณะที่การใช้งานก็ไม่ด้อยนะ ..สนอง need การดำเนินชีวิตในโลกปัจจุบันได้ดีทีเดียวเชียวล่ะ

 
       * BB Tips
       
       - ปัจจุบันโทรศัพท์แบล็คเบอร์รี่ ที่มีจำหน่ายในศูนย์ตัวแทนจำหน่ายประเทศไทย มีอยู่ 2 รุ่นคือ Blackberry Curve 8520 และรุ่น Blackberry Bold 9700
       
       - โดยทั่วไปแล้วการใช้บริการแบล็คเบอรรี่ในบ้านเรา มักเสียค่าบริการเป็นแพกเกจ (package) ซึ่งจะเป็นไปตามโปรโมชันของแต่ละเครือข่าย โดยอัตราค่าบริการจะต่างกันตามบริการที่ผู้ใช้ต้องการ เช่น จ่าย 350 บาทต่อเดือน จะได้แค่แชทผ่านแบล็คเบอร์รี่ แมสเซส, MSN, ใช้งานโซเชียล เน็ตเวิร์ค อย่าง ทวิตเตอร์,เฟสบุ๊ก และรับ-ส่งอีเมล์ได้เท่านั้น ส่วนแพกเกจเล่นอินเทอร์เน็ตได้ไม่จำกัด 650 บาท ก็จะเพิ่มการใช้งานอินเทอร์เน็ตได้ทุกเครือข่ายไม่อั้นด้วย
       
       *ทั้งนี้ราคาที่แน่นอนต้องสอบถามจากเครือข่ายผู้ให้บริการโดยตรงค่ะ*
       
       - แนะนำมือใหม่ เพิ่งเริ่มใช้แบล็คเบอร์รี่! หากคุณสมัครแพกเกจเล่นอินเทอร์เน็ตไม่จำกัดไว้ ต้องระวังให้ดี เพราะเวลาคุณดาวน์โหลดข้อมูลจากเว็บไซด์อื่น ที่ไม่ได้ระบุไว้ในแพกเกจ จะต้องเสียค่าบริการเพิ่มเติมเป็นนาที (เกิดได้บ่อยกรณีคุณเผลอ กดเข้าลิงค์เว็บไซต์ต่างๆ ที่เพื่อนแนะนำมาทางอีเมล์) ดังนั้นคุณอาจจะเสียค่าบริการเพิ่มขึ้น เพราะเผลอดาวน์โหลดไฟล์ต่างๆ โดยที่คุณไม่ตั้งใจ ก็เป็นได้ค่ะ

ที่มา : ผู้จัดการออนไลน์

น้ำพุที่ใหญ่และแพงที่สุดที่ดูไบ

 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 

จับ'สไปเดอร์แมน' ปีนตึกระฟ้ากลางซิดนีย์


 
นักปีนป่ายชาวฝรั่งเศส เจ้าของฉายา "สไปเดอร์แมน" ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจควบคุมตัว หลังตะกายตึกสูง 150 เมตร กลางนครซิดนีย์ สร้างกระแสตระหนักวิกฤติโลกร้อน...

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ วันที่ 30 ส.ค. ว่า นักปีนป่ายชาวฝรั่งเศส "อแลง โรแบร์" เจ้าของฉายา "สไปเดอร์แมน" วัย 48 ปี กลับมาตะกายตึกระฟ้าด้วยมือเปล่าอีกครั้ง กลางมหานครซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย สร้างกระแสให้ชาวโลกตระหนักถึงสภาวะอากาศเปลี่ยนแปลง หรือ วิกฤตการณ์ภาวะโลกร้อน

สำหรับครั้งนี้ สไปเดอร์แมน โรแบร์ ปีนตึกแฝดของ ลูเมียร์ อพาร์ตเมนต์ ความสูง 150 เมตร ด้วยระยะเวลา 25 นาที ท่ามกลางสายตาอันตื่นตระหนกของผู้คนเบื้องล่าง ซึ่งคอยให้กำลังใจ ปรบมือ และถ่ายภาพเก็บไว้

แต่หลังจากนั้น โรแบร์ ก็ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจควบคุมตัว และพาไปยังสถานีตำรวจใกล้เคียง แล้วโดนตั้งข้อหาบุกรุก รวมไปถึงทำให้บุคคลอื่นตกอยู่ในอันตราย ซึ่งจะต้องเข้ารับฟังข้อกล่าวหาที่ศาลท้องถิ่น ดาวนิ่ง เซ็นเตอร์ ในวันศุกร์นี้

ก่อนหน้านี้ มนุษย์แมงมุม เคยปีนป่ายอาคารสูงระฟ้าทั่วโลกมาแล้ว อาทิ ตึกแฝดปิโตรนาส ประเทศมาเลเซีย หอไอเฟล และ ลุกซอร์ โอเบลิสก์ ประเทศฝรั่งเศส ซิดนีย์ โอเปรา เฮาส์ สะพานฮาเบอร์ ฯลฯ ด้วยจุดยืนเดียวกัน คือ มุ่งให้ตระหนักถึงอันตรายของภาวะโลกร้อน.


 

 

 

 

บทความที่น่าสนใจ

loading...

Facebook

นิยม

บทความ

loading...